เช็ค Backlink ใช้เครื่องมืออะไร พร้อมสูตร คำนวณพลังของลิงก์

การสร้าง Backlink ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการจัดลำดับความน่าเชื่อถือและความนิยมของเว็บไซต์ในสายตาของ Search Engine อย่างมีนัยสำคัญ แต่การได้รับ Backlink ที่มีประสิทธิภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการตรวจเช็ค Backlink เชิงลึกผ่านเครื่องมือมาตรฐานสากลอย่าง Ahrefs เพื่อประเมินคุณภาพและแหล่งที่มาของข้อมูลโดยละเอียด

ทำไม Ahrefs ถึงเป็นเครื่องมือเช็ค Backlink ที่ดีที่สุด

เหตุผลที่ Ahrefs ถูกยกให้เป็นเครื่องมือเช็ค Backlink ที่ดีที่สุด ไม่ได้มาจากชื่อเสียงหรือจำนวนผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “คุณภาพของข้อมูล” และ “โครงสร้างการวิเคราะห์” ที่ตอบโจทย์การทำ SEO เชิงลึกได้จริงในทุกระดับ โดยสามารถอธิบายได้เป็นประเด็นสำคัญดังนี้

1. ดัชนีข้อมูลที่ใหญ่และสดใหม่ที่สุด

Ahrefs มีบอทจัดเก็บข้อมูลที่ชื่อว่า AhrefsBot ซึ่งได้รับการจัดอันดับว่าเป็น Crawler ที่ทรงพลังที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก (เป็นรองแค่ Google เท่านั้น)

การอัปเดตแบบ Real-time: Ahrefs สามารถตรวจพบลิงก์ใหม่ๆ ได้ภายในไม่กี่นาทีหลังจากที่ลิงก์นั้นปรากฏบนโลกออนไลน์
ข้อมูลย้อนหลัง: ระบบมีการเก็บข้อมูล Backlink ย้อนหลังได้อย่างละเอียด ทำให้เราเห็นแนวโน้มการเติบโตหรือการลดลงของลิงก์ได้อย่างชัดเจน
2. ความแม่นยำของ Metric (DR และ UR)

Ahrefs ได้พัฒนาระบบการวัดค่าพลังของเว็บไซต์ที่เป็นเอกลักษณ์และมีความใกล้เคียงกับอัลกอริทึมของ Google มากที่สุด:

Domain Rating (DR): วัดความแข็งแกร่งของเว็บไซต์โดยรวมจากปริมาณและคุณภาพของ Backlink ที่ส่งเข้ามายังโดเมนนั้น
URL Rating (UR): วัดความแข็งแกร่งของ “หน้าเว็บเฉพาะเจาะจง” ซึ่งเป็นค่าที่ใช้ทำนายโอกาสในการติดอันดับได้แม่นยำมาก
3. ระบบคัดกรองลิงก์ขยะ (Spam Filtering)

หนึ่งในปัญหาของการเช็ค Backlink คือ “ลิงก์ขยะ” หรือ Spam Link ที่ไม่มีคุณภาพ Ahrefs มีอัลกอริทึมในการแยกแยะลิงก์เหล่านี้ออกจากการคำนวณ ทำให้ผู้ใช้งานเห็นค่าพลังงานที่แท้จริง (Actual Value) โดยไม่ถูกตัวเลขหลอก

4. ฟีเจอร์วิเคราะห์คู่แข่งที่ลึกซึ้ง

Ahrefs ไม่ได้บอกแค่ว่าเรามีลิงก์อะไรบ้าง แต่ยังบอก “จุดอ่อน” และ “จุดแข็ง” ของคู่แข่งผ่านฟีเจอร์เด่น เช่น:

Link Intersect: ค้นหาเว็บไซต์ที่ลิงก์ไปหาคู่แข่งหลายราย แต่ยังไม่ได้ลิงก์มาหาเรา ทำให้เราหาโอกาสในการขอ Backlink ได้ง่ายขึ้น
Best by Links: ดูว่าหน้าไหนของคู่แข่งที่มีคนลิงก์หามากที่สุด เพื่อนำมาปรับใช้เป็นไอเดียในการทำ Content ของเราเอง
5. การวิเคราะห์ Anchor Text ที่ละเอียด

การตรวจสอบว่าลิงก์ที่ส่งมานั้นใช้ “ข้อความ” (Anchor Text) อะไรเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการป้องกันการโดนบทลงโทษจาก Google (Penguin Update) ซึ่ง Ahrefs มีตารางสรุปสัดส่วนของ Anchor Text ให้ดูอย่างชัดเจนว่ามีการทำ SEO ที่ดูเป็นธรรมชาติหรือไม่

เข้าใจคำศัพท์สำคัญก่อนตรวจเช็ค Backlink

ค่า DR

DR หรือ Domain rating คือ คะแนนภาพรวมทั้งเว็บ

ค่า UR

UR หรือ URL rating คือ คะแนนรายหน้า หรือ คะแนนต่อ 1 URL ของเว็บไซต์นั้นๆ

Ref. domains

Ref. domains หรือ Referring Domains คือ จำนวนเว็บไซต์ (โดเมน) ทั้งหมดที่ส่งลิงก์มาหาคุณ (สำคัญมากกว่า จำนวนลิงก์)

Backlinks

Backlinks ในที่นี่หมายถึง จำนวนลิงก์ทั้งหมดที่เว็บคุณได้รับ เช่น เว็บ A ทำลิงก์ส่งมาหาคุณ 3 ลิงก์ ก็แปลว่าคุณได้รับ 1 Ref. domains กับอีก 3 Backlinks

ดังนั้นจำนวนของ Backlinks จะมีเยอะกว่าจำนวนของ Ref. domains เสมอ รวมถึง Backlinks และ Ref. domains 2 ค่านี้สำคัญกว่า ค่า DR/UR เพราะค่าเหล่านี้ เราสามารถปั้นขึ้นมาหลอก Ahrefs ได้

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ DR90 ทางลัดสร้างเว็บ DR90 ตั้งแต่วันแรกของการสร้างเว็บ

เพื่อทำความเข้าใจเรื่องการเช็ค Backlink ละเอียดขึ้น ควรดูคลิปนี้ประกอบไปด้วยครับ

แชร์
ส่งไลน์
องค์ประกอบของ Backlink ที่ดี เราจะดูจากค่าอะไรบ้าง

 

เมื่อนำเว็บไปตรวจเช็คที่ Ahrefs แล้วไปที่เมนู Backlink ให้ดูที่ค่าเหล่านี้เป็นหลัก

Referring page

ชื่อเรื่องและ URL ของหน้าเว็บที่มีลิงก์ไปยังเป้าหมายบนเว็บของคุณ

Domain traffic

เป็นการแสดงข้อมูลว่าโดเมนนั้นมี Traffic มากน้อยเท่าไหร่ เว็บ Backlink ที่ดี ควรมี traffic เกิน 5000 ขึ้นไป

Page traffic

เป็นการแสดงให้เราเห็นว่า หน้า URL นั้นมี Traffic หรือไม่ ควรมี Page traffic อย่างน้อย 50 ขึ้นไป ถึงจะถือได้ว่าเป็น Backlink ที่มีพลัง

เพราะอะไร Page traffic จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญมากต่อการส่งต่อพลัง Backlink อ่านบทความนี้เพิ่มเติม สัญญาณ Backlink แบบใดที่ส่งผลเชิงบวก

Referring domains

ความหมายก็คือ มีเว็บอื่นทำลิงก์ส่งมาหน้า URL ที่เป็นหน้าส่ง Backlink 1 โดเมน

Linked domains

ความหมายก็คือ หน้า URL ที่เป็นหน้าส่ง Backlink นั้น นอกจากมีการทำลิงก์ส่งมาหาเรายังมีการทำลิงก์ออกยังเว็บอื่นๆ อีก 10 โดเมนที่ไม่ซ้ำกัน

Ext.

Ext. มาจากคำเต็มว่า The number of external links from the referring page. แปลว่า จำนวนลิงก์ขาออกทั้งหมดที่ปรากฎในหน้าส่ง Backlink นั้น นับรวมทั้งลิงก์ขาออกภายในเว็บ และลิงก์ขาออกภายนอกเว็บ โดยปกติ ตัวเลขจุดนี้จะสูงกว่า Linked domains เสมอ

Anchor and target URL

มาจากคำเต็มว่า The anchor text of the link and the URL it points to. We also include a snippet of the text surrounding it. ความหมายก็คือ เป็นข้อความแบบ Anchor text และ URL ปลายทางที่ลิงก์นั้นชี้ไป รวมถึงเรายังแสดงข้อความบางส่วนที่อยู่รอบๆ ลิงก์นั้นด้วย

ในเชิงการวิเคราะห์ Backlink ประโยคนี้หมายความว่า ระบบไม่ได้ดูแค่ “ลิงก์ชี้ไปที่ไหน” อย่างเดียว แต่ยังพิจารณา บริบทของเนื้อหาที่ล้อมรอบลิงก์นั้น เพื่อช่วยให้เข้าใจว่า ลิงก์ถูกวางไว้อย่างเป็นธรรมชาติหรือไม่ และมีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาและหน้าเป้าหมายมากน้อยแค่ไหน

 

Dofollow Link

ลิงก์ที่ดีควรเป็นลิงก์ประเภท Dofollow คือ ลิงก์ที่อนุญาต ให้ Google เก็บข้อมูลต่อไปยังหน้าปลายทางได้ ซึ่งถ้าไม่มีข้อความว่า Nofollow แสดงขึ้นมา แปลว่าลิงก์นั้นคือ Dofollow Link

สรุปค่า Backlink สำคัญที่เราควรตรวจเช็ค

มี domain traffic 5000 ขึ้นไป
มี page traffic 50 ขึ้นไป
เนื้อหาเกี่ยวข้อง ลิงก์อยู่ในคอนเทนต์
ลิงก์เป็นประเภท Dofollow

หากเว็บคุณได้รับ Backlink ที่ผ่านเงื่อนไขด้านบนครบ ก็ถือได้ว่าคุณได้รับ Backlink ที่มีความน่าเชื่อถือส่งมายังเว็บของคุณแล้วนั้นเอง

Backlink แกล้งกันคืออะไร (Negative SEO Backlinks)

บางครั้งเมื่อเรากำลังเช็ค Backlink เราอาจจะพบเจอลิงก์แปลกๆ มากมาย หลายๆ ลิงก์ก็ไม่ใช่ลิงก์ที่เราเป็นคนทำ ในหัวข้อนี้มาดูลักษณะของลิงก์ ที่เขาทำแกล้งกัน เพื่อหวังว่าเว็บที่โดนแกล้งจะกลายเป็น spam ในสายตา Google และโดนลดอันดับ SEO ลงไป

 

หากเว็บใครตรวจพบ Backlink ที่ดูแล้วมีเจตนาไม่ดี สังเกตจากคำ anchor text มันจะเป็นคำที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา ก็ไม่ตกใจเกินไป เพราะลิงก์เหล่านี้ไม่ได้ส่งผลต่อ SEO ในสายตา Google มากนัก โดยปกติ Google เขาสามารถแยกแยะ และคัดกรองลิงก์แสปมพวกนี้ออกจากลิงก์คุณภาพได้อยู่แล้ว ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องทำอะไรกับลิงก์พวกนี้ สามารถปล่อยไว้ได้เลย

แต่สำหรับคนที่ยังรู้สึกไม่สบายใจ Google ก็แนะนำวิธีการเอาลิงก์พวกนี้ออก เพื่อป้องกันไม่ให้ Google สับสนได้ เราเรียกว่าการทำ disavow link

Backlink ปั่น (โดยที่เจ้าของเว็บไม่ได้ทำขึ้นมา)

Backlink ปั่น คือ ลิงก์ที่เจ้าของเว็บไม่ได้ทำ แต่มันมีเข้ามาเอง โดยมากจะสร้างโดยบริษัทรับทำ Backlink แล้วคนพวกนี้จะปั่น Backlink เข้าไปยังเว็บต่างๆ เพื่อทำ Brand awareness บริษัทตัวเอง เพราะหลายๆ กรณีพวกเรามักจะชอบแกะ Backlink เว็บคู่แข่ง แล้วพอเจอลิงก์เหล่านี้ เราก็จะไปคิดว่า เว็บคู่แข่งเราไปซื้อ Backlink จากที่นี่แน่เลย ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่

 

Backlink ปั่น (โดยที่เจ้าของเว็บจ้างคนทำให้)

ลิงก์แบบนี้เกิดจากเจ้าของเว็บนั้น ตั้งใจไปจ้างบริษัทรับทำ Backlink สร้างลิงก์เพิ่มให้ การใช้เงินจ้างทำ Backlink นั้น สามารถทำได้ แต่คนทำ Backlink ต้องทำเป็น รวมถึงผู้ว่าจ้าง ต้องตรวจสอบลิงก์ต่างๆ เป็นว่าลิงก์ที่เราได้รับมานั้น มันมีคุณภาพหรือไม่ เราจะสังเกตง่ายๆ คือให้ดูที่คำ anchor text ถ้าเป็นคำตรงกับสินค้าบนเว็บนั้น มาแบบเยอะๆ นั้นแหละ คือการจ้างทำ Backlink

 

สูตรคำนวณพลังของ Backlink

หากคุณได้รับลิงก์แกล้งกัน ลิงก์ปั่น ไม่ว่ามันจะมีเยอะแค่ไหนก็ไม่ต้องสนใจ เพราะไม่ได้มีผลดี หรือผลเสียต่อการทำ SEO  ส่วนตัว backlink ที่เราทำเองหรือจ้างทำ เราจะไม่ได้ดูแค่จำนวนปริมาณอย่างเดียว แต่เราต้องดูในมิติคุณภาพของลิงก์ด้วย ดังนั้น ผมจึงได้คิดสูตรคำนวณพลังของ Backlink ( Backlink Scoring Formula) ว่าควรมีมากน้อยแค่ไหน ถึงจะเพียงพอในการต่อสู้กับเว็บคนอื่น

 

สูตรคำนวณพลังของ Backlink นี้ผมคิดขึ้นมาเอง โดยยึดโยงจากสัญญาณ Domain Traffic, Page Traffic และประเภทของลิงก์ที่เป็น Dofollow ยิ่งต้นทางมี traffic เยอะ คะแนนก็เยอะตามไปด้วย

ตำแหน่งของลิงก์นั้น ไม่ซีเรียส ลิงก์จากคอมเมนต์ทำได้ แต่ได้คะแนนน้อย ถ้า ext. เกิน 100 ส่วนใหญ่ ไม่มีพลังเหลือแล้ว ลิงก์จาก image ที่เป็น แบนเนอร์ต่างๆ ถือว่านับได้ ลิงก์จาก menu, footer หรือ sidebar นับได้ทั้งหมด

การจะเข้าใจเรื่องนี้แบบละเอียด ให้พวกเราดูคลิปด้านบนของบทความนี้ จะเห็นภาพวิธีการใช้งานมากกว่าอ่านข้อความอย่างเดียวครับ

 

จากตัวอย่างรูปตารางสูตรคำนวณคะแนน Backlink ผมจะอธิบายค่าเบื้องต้นให้พวกเราเข้าใจดังนี้

Domain Traffic > 10000 คือ คุณได้รับลิงก์จากเว็บต้นทางที่มี traffic คนเข้าเว็บเกิน 10000 ครั้งต่อเดือน
Page Traffic > 50 คือ หน้าที่มีทำลิงก์ส่งกลับมายังเว็บคุณมี traffic คนเข้ามาดูหน้านั้น มากกว่า 50 ครั้งต่อเดือน
Link Type = Dofollow คือ คุณได้รับลิงก์ประเภท Dofollow ส่งกลับมา
Value = 10 คือ ถ้าครบเงื่อนไขตามช่องที่ 1 ทั้งหมด ถือว่าได้ 10 คะแนน (มีพลังสูงสุด)
Quantity = 10 คือ เราใช้เครื่องมือ Ahrefs คัดกรองโดยใช้เงื่อนไขด้านบน เราพบ Backlink ที่เข้าเงื่อนไขด้านบน 10 ลิงก์
Score = 100 คือ การนำ ค่า Value x Quantity ตามรูปช่องแถวแรกผลลัพธ์ที่ได้คือ 10 x 10 = 100 คะแนน

เช็คตามเงื่อนไขพวกนี้ให้ครบทุกแถวตามสูตรคำนวณที่ผมได้ตั้งเอาไว้ เป้าหมาย Domain score แต่ละเว็บควรได้ 100 คะแนน เป้าหมาย page score ควรได้อย่างน้อย 30 คะแนน (หน้าคำหลักต่างๆ)

Domain score คือ นับทุกลิงก์ที่เข้าเงือนไข ไม่ว่าลิงก์นั้นจะส่งเข้ามายังหน้าเว็บไหนบนเว็บเราก็ตาม
Page score คือ นับเฉพาะ Backlink ที่เราได้รับของหน้าหลักภายในเว็บของเรา นับแค่หน้าเดียว
ตัวอย่างการใช้ฟังชั่น Filter บน Ahrefs กรองประเภทของลิงก์

 

ตัวอย่างรูปด้านบนคือการคัดกรองหาลิงก์ที่เข้าเงื่อนไข Value 10 คะแนนว่ามีจำนวนกี่ลิงก์ ผลลัพธ์ที่ได้คือมี 13 ลิงก์นั้นเอง ก็ไล่ทำแบบนี้ให้ครบทุกเงื่อนไข Value ตามสูตรคำนวณ แล้วเอาคะแนนมารวมกันนั้นเอง

บทสรุป

Backlink ปั่นได้ แต่สัญญาณการคลิกปลอมไม่ได้
Google จะรับรู้ว่าลิงก์นั้นมีคุณค่าและเกี่ยวข้องกับเนื้อหา จากการคลิก
Page Traffic มาก = โอกาสได้รับคลิกกลับมา สูงตามไปด้วย
Backlink อื่นๆ ที่ไม่เข้าเงื่อนไข ทำได้ แค่พลังมันจะน้อย
ตั้งเป้าหมายกับเว็บตัวเองไว้ 2 ส่วนคือ
– Domain score 100 คะแนน
– Page score 30 คะแนน (หน้าคำหลักต่างๆ)

Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *